top of page

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มะเร็งปอด

มะเร็งปอดแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 2 ชนิด คือ ชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (small cell lung cancer) และชนิดเซลล์ที่ขนาดไม่เล็ก (non-small cell lung cancer) ซึ่งในกลุ่มหลังนี้พบได้ 85% ของมะเร็ง ปอดทั้งหมด และในกลุ่มนี้ยังมีแยกย่อยออกเป็นชนิดต่างๆ อีกหลายชนิด เช่น squamous cell carcinoma, adenocarcinoma และอื่นๆ กลุ่มที่เป็น adenocarcinoma  

ในสมัยก่อนนั้นการวินิจฉัยมะเร็งปอดทำได้ยาก แต่พอเข้าสู่ยุคที่มีการทำสแกนคอมพิวเตอร์ (CT scan) การสแกน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และล่าสุดการสแกนด้วย PET scanรวมถึงเทคนิคต่างๆ ของการส่องกล้องหลอดลม และการเจาะ ตรวจชิ้นเนื้อเพื่อให้ได้มาซึ่งการวินิจฉัยเซลล์มะเร็งปอดนั้นทันสมัยขึ้น ทำให้เราสามารถวินิจฉัยได้รวดเร็วเมื่อผู้ป่วยมีอาการ ผิดปกติ ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านั้นแล้วแต่ว่าตัวเซลล์มะเร็งปอดนั้นอยู่ที่ตำแหน่งไหนในร่างกายเรา โดยส่วนใหญ่มักจะมาด้วยอาการไอเรื้อรัง บางครั้งไอแบบมีเสมหะปนเลือด เหนื่อย หายใจไม่สะดวก นํ้าหนักลดมากในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นต้น ผู้ป่วยบางคนอาจจะมาด้วยอาการทางระบบประสาท ถ้าเซลล์มะเร็งปอดแพร่กระจายไปอยู่ที่สมองหรือไขกระดูกสันหลัง เช่น อาการแขนขาอ่อนแรง ชา กลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ หรือบางคนมีอาการปวดกระดูกมาก ถ้าเซลล์มะเร็งปอดนั้นแพร่กระจายไปอยู่ที่กระดูก เป็นต้น

มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกคร่าชีวิตผู้หญิงไทยถึง 7 คนต่อวันและจากสถิติพบว่าหญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก เฉลี่ยปีละ 6,000 ราย ความร้ายกาจของโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า เอชพีวี (Human Papilloma Virus; HPV) ซึ่งสามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์แต่สิ่งที่ทำให้โรคนี้น่ากลัวที่สุด ก็คือคุณจะไม่รู้ตัวเลยว่าคุณได้รับเชื้อ HPV เข้าไปในบริเวณปากมดลูกเรียบร้อยแล้ว เพราะในบางรายเชื้อ HPV จะใช้เวลาถึง 10 ปีในการก่อตัวเป็นมะเร็ง

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงอื่นๆที่ส่งผลให้คุณผู้หญิงที่ไม่ว่าจะเป็นสาวน้อยหรือสาวใหญ่มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ลองมาดูเช็คลิสต์นี้ดูสิคะว่า สาเหตุใดบ้างที่ทำให้คุณอาจจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก

  1. มีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย

  2. มีคู่นอนหลายคนหรือมีเพศสัมพันธ์กับชายที่มีคู่นอนหลายคน

  3. รับประทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน (ถ้านานกว่า 5 ปี จะมีความเสี่ยงสูง)

  4. มีจำนวนการตั้งครรภ์และการคลอดลูกมากกว่า 4 ครั้ง

  5. มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เริม เป็นต้น

  6. สูบบุหรี่

  7. ขาดการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

  8. ขาดสารอาหารบางชนิด โดยฉพาะผู้หญิงที่รับประทานผักและผลไม้น้อย มีโอกาสเป็นมะเร็งชนิดพบบ่อย รวมทั้งมะเร็งปากมดลูกสูงกว่าคนที่รับประทานผักและผลไม้มาก

จะสามารถรักษาให้หายขาดได้หากมะเร็งอยู่ในระยะก่อนลุกลาม ดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้

มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ปัจจัยเสี่ยง: จากการศึกษาพบว่าปัจจัยในการดำรงชีวิตอาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่  ปัจจัยดังกล่าวคือ รับประทานอาหารมันและเนื้อแดงมากแต่รับประทานผักและผลไม้น้อย รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง ออกกำลังกายน้อย และโรคอ้วน การสูบบุหรี่และดื่มสุราจัด อาจมีผลต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

ลำไส้และทวารหนัก

ลำไส้ส่วนปลายเป็นท่อกลวงยาวประมาณ 5-6 ฟุต ท่อความยาว 5 ฟุตแรกคือส่วนของลำไส้ใหญ่และต่อกับลำไส้ตรงที่ยาวประมาณ 6 นิ้ว ส่วนต่อจากลำไส้ตรงคือทวารหนัก หน้าที่ของลำไส้ใหญ่คือแปรของเสียเหลวให้เป็นอุจจาระแข็ง อาหารจะใช้เวลาเดินทางมาสู่ลำไส้ใหญ่ประมาณ 3-8 ชั่วโมงหลังจากถูกรับประทาน ช่วงเวลานี้สารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมจะเป็นของเสียเหลว

มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ถูกจัดเป็นมะเร็งที่พบมากลำดับที่ 3 ทั้งในชายและหญิง ในประเทศตะวันตก พบ 105,000 ราย เป็นผู้ได้รับการวินิจฉัยใหม่ทุกปีในประเทศสหรัฐอเมริกา โอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่พบมากขึ้นเมื่ออายุ50 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดขึ้นเมื่อผนังลำไส้ใหญ่เริ่มสร้างติ่งเนื้องอกที่เรียกว่า อะอีโนมาตัส (มะเร็งขั้นเริ่ม) ส่วนในประเทศไทยเป็นมะเร็งที่พบมากขึ้นทั้งในผู้ชายและผู้หญิง

กลุ่มเสี่ยงสูงคือผู้ที่มีประวัติหรือประวัติครอบครัวมีมะเร็งลำไส้ใหญ่ ติ่งเนื้อที่ลำไส้ใหญ่ หรือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรมบางชนิด รวมถึงผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ หรือ โรคโครน (Crohn's disease) กลุ่มนี้ควรเริ่มรับการตรวจหามะเร็งก่อนอายุปกติที่ควรตรวจ

บุคคลที่มีประวัติครอบครัวใกล้ชิดเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เช่น บิดามารดา พี่น้องหรือบุตร มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งชนิดนี้ประมาณ2/3 ของประชากรปกติ แต่ในความจริงแล้วกลับพบว่า ประมาณ 80% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ใหม่ ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

การกำหนดระยะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

  • ขั้น 0 (Stage 0) (ที่เรียกว่าระยะก่อนมะเร็ง) - พบมะเร็งที่ผนังด้านนอกสุดของผนังลำไส้ใหญ่.

  • ขั้น 1 (Stage I) – พบมะเร็งที่เยื่อบุชั้นที่ 2และ3 ของผนังลำไส้ใหญ่แต่ไม่พบที่ผนังด้านนอกลำไส้ใหญ่หรือมากกว่านั้น ขั้นนี้เรียกว่า ดุ๊กเอ มะเร็งลำไส้ใหญ่ Dukes' A

  • ขั้น 2 (Stage II) – มะเร็งลุกลามไปที่ผนังลำไส้ใหญ่แต่ไม่มีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง (หน่วยเล็กๆที่ช่วยต่อสู้การติดเชื้อและโรค) ขั้นนี้เรียกว่า ดุ๊กบี

  • ขั้น 3 (Stage III) – มะเร็งลุกลามไปผนังลำไส้ใหญ่และต่อมน้ำเหลือง แต่ยังไม่ลุกลามไปอวัยวะอื่น ขั้นนี้เรียกว่า ดุ๊กซี

  • ขั้น 4 (Stage IV) - มะเร็งลุกลามไปอวัยวะอื่น(เช่น ตับและปอด) ขั้นนี้เรียกว่า ดุ๊กดี Duke D

 

อาการและอาการแสดง

ในระยะแรก ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการเลือดออกทางทวารหนัก หรืออุจจาระปนเลือด หรือถ่ายเป็นเลือดอุจจาระมีรูปร่างเปลี่ยนไป (เป็นเส้นเล็กลง) ปวดเกร็งในท้อง

มะเร็งลำไส้ตรงส่วนใหญ่มักแสดงอาการ ซึ่งต่างจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการดังกล่าวคือ: อุจจาระปนเลือด, ท้องผูกสลับกับท้องเดินอย่างไม่มีสาเหตุ, ขนาดของเส้นอุจจาระเปลี่ยนไป และ ปวดเบ่ง คืออาการรู้สึกปวดถ่ายในขณะที่ไม่มีอุจจาระหรือไม่สามารถขับถ่ายออกได้ ถ้าก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นอาจไปเบียดอวัยวะข้างเคียงอาจก่อให้เกิด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือปวดเนื่องจากมีการกดทับที่ก้นหรือฝีเย็บ

 

 มะเร็งเต้านม

      มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากในสตรี โอกาสหายมีค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการตรวจเต้านมเป็นประจำ เพื่อให้สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ และได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมตามมาตรฐาน การรักษามะเร็งเต้านม ประกอบด้วย

  • การผ่าตัด

  • การให้ยาเคมีบำบัด

  • การฉายแสง

  • การรักษาด้วยยาต้านฮอรโมน

  • การรักษาด้วยยาแบบพุ่งเป้า

     มะเร็งเต้านมมีโอกาสหายได้ หากตรวจพบเร็วและรักษาด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม​

 

มะเร็งเต้านมอาจมีอาการแสดงหลายอย่าง ที่พบบ่อยที่สุดคือ

  • คลำได้ก้อนที่เต้านม ก้อนที่คลำได้มักจะมีขนาดใหญ่กว่า 1-2 ซม.จึงจะคลำได้ หากเล็กกว่านี้ต้องใช้แมมโมแกรมและอัลตราซาวน์จึงจะตรวจพบบ

  • แผลบริเวณหัวนม ในมะเร็งเต้านมชนิดPaget's จะเริ่มที่หัวนมก่อน แต่หากเริ่มที่ลานนมมักจะเป็นจากการอักเสบ

  • เลือดออกจากหัวนม จะออกมาเองโดยไม่ต้องกดบีบจากท่อน้ำนมเดี่ยวๆ มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมประมาณ 2%

  • มีแผลที่เต้านม และยิ่งร่วมกับการมีก้อนที่เต้านมทำให้นึกถึงมะเร็งเต้านมมากขึ้น

  • มีการดึงรั้งของผิวหนังให้บุ๋มลง 

  • หัวนมบุ๋มลง

  • ก้อนที่โตเร็ว เต้านมแข็งขนาดใหญ่ขึ้นมีแดงร้อนที่ผิวหนัง 

  • เต้านม 2 ข้างเปลี่ยนแปลงขนาดไม่เท่ากัน

มะเร็งในโพรงจมูก

เชื่อว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่หลายคนรู้จักดีอยู่แล้ว แต่บริเวณที่เป็นบางแห่งอาจไม่คุ้นเคยนัก อย่างเช่นบริเวณในโพรงจมูกที่สามารถเกิดมะเร็งได้เช่นกัน และที่น่าเป็นห่วงไปกว่านั้นคืออาการเริ่มต้นยังมีลักษณะคล้ายกับโรคไข้หวัด ทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิด และไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกหรืออาจปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งเกิดการลุกลามซึ่งยากแก่การรักษา

มะเร็งในโพรงจมูกจะเกิดบริเวณหลังโพรงจมูก โดยโพรงจมูกจะมีลักษณะเป็นโพรงกว้าง อยู่ทางด้านหลังของจมูก เป็นทางผ่านของอากาศไปยังผนังคอ ตำแหน่งนี้จะมีสารบางอย่างไหลผ่านเข้าไปได้ง่าย เช่น ควันบุหรี่ ควันพิษต่าง ๆ หรือสารที่เกิดจากการเผาไหม้และอาจเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองบริเวณดังกล่าวได้ง่าย อาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัด มักมีอาการไอ เจ็บคอ และน้ำมูกไหล ทำให้เข้าใจผิดบ่อยครั้ง

การเกิดมะเร็งในโพรงจมูก ระยะแรกจะมีอาการหูอื้อข้างเดียว ชาที่บริเวณใบหน้าบางส่วน และมีก้อนนูนอยู่ตรงต้นคอใต้ติ่งหู เรียกส่วนนี้ว่าลำคอด้านนอกส่วนบน บางครั้งมีเลือดกำเดาไหลและคัดจมูกข้างเดียว หรือบางครั้งเห็นภาพซ้อน โดยทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นอาการเริ่มแรกของมะเร็งในโพรงจมูก ซึ่งแตกต่างจากไข้หวัดทั่วไป หากมีอาการเหล่านี้นอกเหนือจากไอ เจ็บคอ และน้ำมูกไหล ควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะในคนที่มีอาการบวมมากขึ้น เลือดกำเดาไหลมากขึ้น หูอื้อมากขึ้น ปวดหู และเกิดการติดเชื้อในหูชั้นกลาง

วิธีการรักษา แพทย์จะทำการส่องดูภายในจมูก โดยใช้กระจกหรือกล้องบางชนิด เพื่อดูที่หลังโพรงจมูกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ หากพบเนื้องอกบางอย่าง ที่ส่วนมากมักเป็นข้างใดข้างหนึ่ง มีลักษณะเนื้อนูน ผิวขรุขระ อาจมีเลือดซึมหรือไม่มีเลือด แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อนั้นออกมาตรวจ และดูว่ามีการกระจายไปยังส่วนอื่น ๆ หรือไม่ หรือกระจายไปยังส่วนไหนแล้วบ้าง เมื่อตรวจเรียบร้อยแล้วจะเริ่มการรักษาด้วยวิธีฉายแสง

ผลข้างเคียงหลังจากการฉายแสงมะเร็งโพรงจมูก ผู้ป่วยจะเจ็บคอค่อนข้างมาก จึงมักให้อาหารทางกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ก่อนทำการฉายแสง แพทย์จะให้ผู้ป่วยทำฟันก่อน เพราะหลังฉายแสงแล้วจะไม่มีการยุ่งกับคนไข้ที่ฟันผุเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้ติดเชื้อและเกิดการอักเสบที่กระดูกกรามได้ง่าย

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)

โรคมะเร็งเป็นโรคอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตคนไทย และ “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” คือ 1 ใน 5 ของมะเร็งที่พบได้บ่อย ซึ่งระบบน้ำเหลืองของร่างกายนั้นจะมีหน้าที่ต่อสู้เชื้อโรค และประกอบไปด้วยเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่สร้างสารภูมิคุ้มกันหรือทำลายเชื้อโรค โดยต่อมน้ำเหลืองพบได้ทั่วร่างกาย เช่น บริเวณลำคอ รักแร้ เต้านม หรือบริเวณขาหนีบ ฯลฯ

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมี 2 ชนิด

1.มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin lymphoma (NHL) โดยในประเทศไทยพบชนิดนี้บ่อยที่สุด

2.มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Hodgkin disease (HD)

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

โดยส่วนมากจะเกิดขึ้นกับ “เพศชาย” มากกว่าเพศหญิง ช่วงอายุประมาณ 60 – 70 ปี รวมไปถึงผู้ที่เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori และการติดเชื้อไวรัส EBV การสัมผัสสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง ตลอดจนผู้ป่วยที่เป็นโรค SLE หรือในผู้ป่วยติดเชื้อ HIV

อาการเริ่มต้นของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่พบได้บ่อย

ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะเริ่มแรก มักมีไข้ หนาวสั่น ไอเรื้อรัง หรือต่อมทอนซิลโต หายใจไม่ค่อยสะดวก เหงื่อชอบออกช่วงเวลากลางคืน เบื่ออาหารและน้ำหนักลด มีอาการคันทั่วทั้งร่างกาย และเมื่อคลำบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ...จะพบก้อนเนื้อ

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง...มักเป็นผลมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต! โดยมีปัจจัยเสี่ยงมาจากการชอบทานอาหารจำพวกช็อกโกแลต เนย หรือชีส การชอบดื่มเครื่องแอลกอฮอล์เป็นประจำ การเปลี่ยงแปลงของฮอร์โมน ตลอดจนการอดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ การใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีกลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นน้ำหอม และอากาศร้อนจัด

 มะเร็งต่อมลูกหมาก

ต่อมลูกหมาก เป็นอวัยวะที่อยู่ค่อนมาทางด้านล่างระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำหน้าที่ผลิตน้ำเมือกและน้ำหล่อเลี้ยงตัวอสุจิ จึงถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย

อาการของมะเร็งต่อมลูกหมาก

มะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่เมื่อมะเร็งขยายตัวมากขึ้นจนไปกดทับท่อปัสสาวะ จะทำให้เกิดอาการแปรปรวนของระบบทางเดินกระเพาะปัสสาวะส่วนล่าง เช่น ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะช่วงกลางคืน มีอาการแสบขัดขณะปัสสาวะ ปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะไม่พุ่งหรือต้องใช้เวลาในการเบ่ง หากปล่อยทิ้งไว้ผู้ป่วยจะปัสสาวะลำบากและบ่อยขึ้น จนถึงขั้นปัสสาวะเป็นเลือดได้

ระยะของมะเร็งต่อมลูกหมาก

ระยะของมะเร็งกำหนดจากตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง การแพร่กระจายของมะเร็ง และการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะร่างกาย ระยะของมะเร็งมีความสำคัญต่อการรักษาเพราะจะช่วยให้แพทย์หาวิธีการรักษาที่เหมาะสม ส่งผลต่อการหายของโรค การมีชีวิตที่ยืนยาวหรือดำรงชีวิตได้ดีขึ้น

มะเร็งต่อมลูกหมากแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 เป็นระยะเริ่มต้น พบมะเร็งเฉพาะในต่อมลูกหมากเพียงกลีบเดียว และยังไม่มีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย โดยพบทั้งสองกลีบของต่อมลูกหมาก ยังไม่มีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

ระยะที่ 3 เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายออกมาที่ผิวด้านนอกของต่อมลูกหมาก และอาจลุกลามเข้าท่อน้ำเชื้อด้านข้าง

ระยะที่ 4 เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังกระดูกและต่อมน้ำเหลือง

​มะเร็งเม็ดเลือดขาว

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลูคีเมีย (Leukemia) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในไขกระดูก เกิดจากมีเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวอ่อนเติบโตมากผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ การแบ่งตัวอย่างไม่หยุดของเซลล์เหล่านี้ ได้ไปรบกวนการสร้างเม็ดเลือดปกติชนิดอื่นของไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวปกติ และเกล็ดเลือดลดลง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจาง มีเลือดออกผิดปกติ มีจ้ำเลือดตามร่างกาย ติดเชื้อง่าย นอกจากนี้เซลล์มะเร็งยังสามารถไปสะสมตามอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ทำให้ผู้ป่วยมีต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้ามโต

มะเร็งเม็ดเลือดขาวสามารถแบ่งได้หลายแบบ ได้แก่ แบ่งตามระยะการเกิดโรค และแบ่งตามชนิดของเซลล์มะเร็ง

แบ่งตามระยะเวลาเกิด

  1. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (acute leukemia) คือการที่เซลล์ตัวอ่อนของเม็ดเลือดขาวแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว อาการของโรคจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

  2. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (chronic leukemia) คือการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกผลิตออกมามากเกินไป ทำให้ผู้ป่วยมีเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ เนื่องจากความผิดปกติเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลยเป็นเวลานับปี แต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจเลือด

แบ่งตามชนิดของเซลล์มะเร็ง

  1. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอีโลจีนัส (myelogenous leukemia) เป็นชนิดของมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ในสาย myeloid เติบโตผิดปกติ

  2. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟซิติก (lymphocytic leukemia) เป็นชนิดของมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ในสาย lymphoid

ทั้งนี้ การแบ่งชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาวจะมีผลต่อการเลือกวิธีการรักษา เนื่องจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวแต่ละชนิดมีการดำเนินโรคและการพยากรณ์โรคที่แตกต่างกัน

อาการของมะเร็งเม็ดเลือดขาว

เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดที่ผิดปกติไปรบกวนการสร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆ ทำให้เกิดอาการดังนี้

  • เม็ดเลือดแดงลดลง ผู้ป่วยอาจมีอาการจากภาวะโลหิตจาง เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น วิงเวียนศีรษะ

  • เม็ดเลือดขาวลดลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

  • เกล็ดเลือดลดลง ทำให้มีภาวะเลือดออกง่ายกว่าปกติ อาจพบจุดเลือดออกหรือจ้ำเลือดตามตัว รวมถึงภาวะเลือดหยุดยาก

นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด คลำพบก้อนตามตัวหรือปวดกระดูกได้

การดูแลตนเองผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว

  • ดูแลสุขอนามัย และความสะอาด โดยเฉพาะในช่องปากและฟัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

  • ไม่ควรอยู่ในที่แออัด หรือการระบายอากาศไม่ดี เพื่อลดโอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจ

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และปรุงสุกด้วยความร้อน ล้างผักให้สะอาด ปอกเปลือกผลไม้ เพื่อลดโอกาสติดเชื้อทางเดินอาหาร

  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าเครียด

5-มะเรงร้าย.jpg

มะเร็งต่างๆ

อย่าเพิ่งหมดหวังมะเร็งรักษาได้ถ้าคุณลุกขึ้นสู้เราจะสู้ไปด้วยกัน

ปรึกษาสุขภาพ ฟรี : โทร. 081-935-3252

@cernitin1999 

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube
  • Pinterest
  • Tumblr Social Icon
  • Instagram
bottom of page